ยาลดน้ำหนัก การทานยาลดความอ้วนอย่างถูกวิธี

ยาลดน้ำหนัก การทานยาลดความอ้วนอย่างถูกวิธี  มีวิธีการทานยาลดความอ้วนโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีความคล้ายคลึงกัน คือ รับประทานในขณะที่ท้องว่าง ก่อนอาหาร 15- 30 นาที เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้ดี ซึ่งตัวยาส่วนใหญ่มักจะมีประสิทธิภาพในการดักจับดักแป้ง ไม่ให้กลายเป็นน้ำตาลถูกสะสมเป็นไขมัน และ ช่วยเร่งระบบเผาพลาญก่อนสู่กระบวนการออกกำลังกาย ยาลดน้ำหนัก.

ยาลดน้ำหนัก
ยาลดน้ำหนัก ที่มีส่วนผสมเป็นสมุนไพร ปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียง หรือ อันตรายที่เกิดขึ้นจากการรับประทานยา แต่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการทาน ยาลดความอ้วน ไม่ได้ช่วยให้คุณลดน้ำหนัก อย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบ เนื่องจากเป็นการส่งเสริมกระบวน การลดความอ้วน ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อทานควบคู่ กับการออกกำลังกาย ไปด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณสามารถควบคุม การกินอาหาร ให้ต่ำกว่าปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน จะเป็นการช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ยาลดความอ้วน หรือยาลดน้ำหนัก เป็นสารที่มีผลทางเภสัชวิทยา ซึ่งจะลด หรือ ควบคุมน้ำหนัก ยากลุ่มนี้จะเปลี่ยนแปลงหนึ่งในกระบวนการพื้นฐานของร่างกายมนุษย์, การควบคุมน้ำหนัก, โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งความอยากอาหาร, หรือ การดูดซึมพลังงาน.[1] รูปแบบการรักษาหลัก ๆ สำหรับผู้ที่มี น้ำหนักเกิน และ อ้วน เป็นเรื่องวเฉพาะบุคคล แต่จะยังคงเป็นการ ควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกายยาลดน้ำหนัก

มียาเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ใช้เป็นยาลดความอ้วน ได้แก่ ยาโอลิสแตท (เซนิคาล) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์กร FDA ในการใช้ระยะยาว ยาจะลดการดูดซึมไขมันที่บริเวณลำไส้โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ไลเปซจากตับอ่อน ยาตัวที่ 2 คือ ยาไรโมนาแบนท์ (อะคอมเพลีย), จะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของระบบเอ็นโดคานาบินอยด์. ยาตัวนี้พัฒนามาจากความรู้ที่ว่าผู้ที่สูบ กัญชา จะหิวบ่อย, ซึ่งจะต้องหาอาหารว่างรับประทานอยู่เรื่อย ๆ ยาตัวนี้ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาภาวะโรคอ้วนในยุโรปแต่ไม่ได้รับการรับรองให้รักษาภาวะโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเนื่องจากยังเป็นกังวลเรื่องของความปลอดภัย ในเดือนตุลาคม 2008 ตัวแทนจำหน่ายยาในประเทศทางยุโรป ได้เสนอว่าการขายยาไรโมนาแบนท์มีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ยาไซบูทามีน (เมริเดีย), ซึ่งจะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการเก็บกลับสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้มีสารสื่อประสาทเพิ่มขึ้นจึงมีผลทำให้ความอยากอาหารลดลง ได้ถูกถอนออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาแล้วในเดือนตุลาคม 2010 เนื่องจากมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ

เนื่องจากอาการ อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น, จึงแนะนำว่ายาที่ใช้รักษาภาวะโรคอ้วนนั้นจะต้อง สั่งโดยแพทย์ เพื่อจะใช้ในกลุ่มผู้มี ภาวะโรคอ้วน ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการรักษามากกว่าที่จะให้เกิดความเสี่ยงจากการมีภาวะน่ำหนักเกินยาลดน้ำหนัก
ากลุ่มอื่นที่ได้พัฒนาในการใช้ยับยั้งการเอ็นไซม์ไลเปซ, ตัวที่เหมือนกับยา โอลิสแตท. ยายับยั้งเอ็นไชม์ไลเปซตัวอื่น, มีชื่อว่า GT 389-255, ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยเป๊บติมมูน[45] (จดลิขสิทธิ์จากบริษัท เจ็นไซม์). นี่เป็นการทำงานร่วมกันของการยับยั้ง และเป็นโพลิเมอร์ที่ออกแบบมาให้จับกับ ไตรกรีเซอร์ไรด์ในรูปแบบที่ไม่ได้รับการย่อย ดังนั้นจะเป็นการเพิ่มการขับออกโดยไม่มีอาการข้างเคียงเหมือนยาโอลิทสแตทที่มีการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมัน การพัฒนานี้ดูเหมือนยังอยู่ในเฟส 1 ซึ่งได้เริ่มทดลองมาตั้งแต่ปี 2004 และไม่มีการทดลองต่อในคนตั้งแต่ปี 2011, เป๊บติมูน ได้จดบันทึกใน เป๊บติมูน ลิควิเดชั่น แขฟเตอร์ 7

ยาลดความอ้วนอีกตัวหนึ่งที่นำมาใช้ระยะยาวเป็นการพัฒนามาจากไนโนนิวคลิอิก แอซิด อินเตอร์ฟีเรนท์ (RNAi). การศึกษาทางพันธุกรรมในสัตว์ ได้แสดงให้เห็นว่าการลดลงของ ยีนส์ RIP140 ในหนู มีผลทำให้ขาดการสะสมของอาหารแม้ว่าหนูจะถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูง การทดลองถูกนำเสนอโดยศาสตราจารย์ มัลคอม ปาร์คเกอร์ แห่งวิทยาลัยอิมพิเรียล ได้แสดงให้เห็นว่า การทำให้ RIP 140 หยุดการทำงาน, นิวเคลียร์ฮอร์โมน โค – รีเพลสเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเก็บสะสมของไขมัน มีผลต่อรูปลักษณะของสัตว์ทำให้เล็กลงตลอดชั่วชีวิต ซึ่งจะมีผลต้านทานต่อการกินอาหารที่จะทำให้อ้วนได้, และยังเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกายด้วย[ต้องการอ้างอิง]. บริษัทCytRx ได้พัฒนาการรักษาโดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านสาร RNAi tเพื่อใช้รักษาโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2[ต้องการอ้างอิง]. สารนิวเคลียร์ฮอร์โมนรีเซฟเตอร์ โค-รีเพลสเซอร์ อีกตัว คือ SMRT, ได้มีการแสดงให้เห็นว่า ออกฤทธิ์มีผลต่อพันธุกรรมในหนู ดร.รัสเซล โนฟซิงเกอร์ และ ดร.โรนัล อีแซน แห่งสถาบันซอล์ค ได้แสดงให้เห็นว่า การขัดขวางการทำงานในระดับโมเลกุลระหว่างปฏิกิริยาของ SMRT และนิวเคลียร์ฮอร์โมนรีเซฟเตอร์ ที่อยู่ร่วมกัน จะเพิ่มความอ้วน และลดอัตราการเผาผลาญพลังงานการศึกษานี้ เป็นการนำเสนอยาใหม่ ที่ออกฤทธิ์ตรงตำแหน่งการทำปฏิกิริยากันระดับโมเลกุลระหว่างนิวเคลียร์ฮอร์โมนรีเซฟเตอร์ กับโคแฟกเตอร์ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ในการทำให้เกิดแนวทางการรักษาใหม่ที่จะพัฒนาไปสู่ความพยายามในการที่จะควบคุมน้ำหนัก

มีการศึกษาอีกเรื่องที่จะกระตุ้นให้เกิดความอิ่มโดยทำให้ไม่เหลือพื้นที่ในช่องกระเพาะอาหารและลำไส้ การศึกษาทางคลินิกอย่างหนึ่ง เกี่ยวข้องกับ ไฮโดรเจล ซึ่งทำมาจากวัตถุที่เป็นประเภทอาหารแต่ย่อยไม่ได้
การนำร่องการศึกษาอื่น อีกการศึกษา ได้แก่การใช้ ซูโดบีซัว ยาลดน้ำหนัก.

Write a Reply or Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *