ถุงลมโป่งพอง การรักษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองอย่างครบวงจร

ถุงลมโป่งพอง การรักษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองอย่างครบวงจร โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis) และโรคถุงลมปอดโป่งพอง (Pulmonary Emphysema) เกือบทั้งหมดเป็นผลจากการ ที่เราหายใจเอามลภาวะ ที่เป็นพิษ ซึ่งอาจอยู่ในรูปก๊าซ หรือฝุ่นเข้าไป ทำให้มีการอักเสบ และมีการทำลาย ระบบทางเดินหายใจคือ หลอดลมและปอด โรคนี้เกือบทั้งหมดจะเกิดร่วมกัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลอดลมอักเสบมากกว่า แต่บางรายอาจมีถุงลมปอดโป่งพองมากกว่า น้อยรายที่จะเกิดเพียงอย่างเดียว ทางการแพทย์จึงมักเรียกรวมกันว่า โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โรคนี้พบบ่อยมาก ถุงลมโป่งพอง.

ถุงลมโป่งพอง
ถุงลมโป่งพอง ในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 10 ล้านคน และมีผู้ป่วยอีก 24 ล้านคน ถุงลมโป่งพอง ที่มีผลการตรวจสมรรถภาพปอดผิดปกติ โรคนี้มีอัตราตายสูงเป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับโรคอื่น ประมาณ 80- 90% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ในประเทศไทย โรคนี้ก็เป็นโรคที่พบบ่อยมาก ดังจะเห็นได้ว่าโรงงานผลิตบุหรี่ของเรามีกิจการดี เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่นอกจากมีสวัสดิการ ต่อพนักงานอย่างดีแล้ว ยังทำเงินให้แก่รัฐบาลปีละมากๆ และทำท่าว่า ถ้าถูกนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ แม้จะมีการรณรงค์ ให้งดบุหรี่ และเพิ่มราคาขายบุหรี่ รวมทั้งจำกัด สถานที่ปลอดการสูบบุหร ี่แล้วก็ตาม แต่เท่าที่ทราบ โรงงานก็ยังมีกิจการดีอยู่มาก การผลิตไม่ได้ลดลง นักวิเคราะห์หุ้น ให้ความเห็นว่า จะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมาก เพราะน่าจะให้ผลตอบแทนสูง โรคนี้ จึงเป็นโรค ที่นอกจากสร้างปัญหา ทั้งทางด้านการสาธารณสุข และการเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาในครอบครัว เนื่องจากผู้ป่วย ต้องทนทุกข์ทรมาน จากโรคเพราะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก จึงมักมีอารมณ์ก้าวร้าว กลัว กระวนกระวาย ท้อแท้ หรือซึมเศร้า นอกนั้น ยังมีอาการเบื่ออาหาร หย่อนสมรรถภาพทางกาย เพราะไม่ได้ออกกำลัง การรักษาโรคน ี้จึงจำเป็นต้องครอบคลุม ทุกแง่ทุกมุม ของการเจ็บป่วย โดยมีจุดประสงค์ ที่จะให้ผู้ป่วย มีอาการเหนื่อยน้อยลง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นภาระต่อญาติน้อยลง โดยช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ไปพบแพทย์ และเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลน้อยลง ขาดงานน้อยลง รวมทั้งอาจมีชีวิตยืนยาวขึ้น ดังนั้น การรักษา จึงไม่ใช่การรักษา โดยการให้ยาอย่างเดียว โดยดูเพียงการเลือกยา ที่เหมาะสม และดูว่าผู้ป่วยใช้ได้ถูกต้องหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องรวมถึง การรักษาที่ไม่ใช่ยาด้วย เช่นถุงลมโป่งพอง

หลีกเลี่ยงการหายใจเอาสารมลภาวะเป็นพิษเข้าไป โดยเฉพาะการงดสูบบุหรี่

การประเมินความรุนแรงของโรคเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม

การตรวจและรักษาโรคร่วมอื่นๆที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ

โภชนาการและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม

สุขภาพทางจิตใจของผู้ป่วย

การฟื้นฟูสมรรถภาพของปอดและของร่างกายทั้งหมด

การป้องกันและรักษาอาการกำเริบของโรคแต่เนิ่นๆ

การสอนผู้ป่วยให้เข้าใจถึงโรคและการช่วยเหลือตัวเองได้

การสอนญาติให้เข้าใจเพื่อช่วยเหลือดูแลอาการของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้นศูนย์ปอดที่ดี ต้องสร้างขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายว่าจะให้การดูแล ผู้ป่วยทุกด้านอย่างครบวงจร จำเป็นต้องมีกลุ่มแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด ซึ่งต้องเป็นผู้ชำนาญ ได้รับการอบรมเฉพาะโรคทางระบบหายใจเป็นพิเศษ และอยู่ในสถาบันเดียวกัน ร่วมกันดูแลผู้ป่วยเป็นทีม ตั้งแต่

การดูแลผู้ป่วยในคลีนิคนอก (Out-patient chest clinic)

การดูแลในห้องฉุกเฉิน เมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบ (Emergency Room Department)

การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยมีอาการป่วยมาก ดูแลที่บ้านไม่ได้ต้องเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาล (In-patient Service Ward)

มีหน่วยบริการผู้ป่วยอาการหนักมาก ทางระบบหายใจ (Respiratory Care Unit) ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการหนัก หายใจไม่พอ และอาจเกิดภาวะการหายใจล้ม (Respiratory Failure) และอาจต้องใช้เครื่องช่วยการหายใจ (Mechanical Ventilator) ช่วย

หน่วยกายภาพบำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพปอด (Pulmonary Physical Therapy and Rehabilitation) เพื่อดูแลช่วยเรื่องการหายใจ และการระบายเสมหะที่ถูกวิธี ฟื้นฟูสมรรถภาพกล้ามเนื้อการหายใจ และกล้ามเนื้อทั่วไป เพื่อให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้น รวมทั้งดูแลเรื่องโภชนาการ การให้กำลังใจ เพื่อลดอาการซึมเศร้า และกระตุ้นให้ผู้ป่วย มีกิจกรรมมากขึ้น การสอนผู้ป่วย และญาติให้รู้เรื่องโรค และการช่วยเหลือผู้ป่วย

หน่วยตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Tests Unit) เพื่อเป็นแนวทาง การวินิจฉัย และการรักษาโรค ดังนั้นการให้บริการ ที่มีประสิทธิภาพ ของทุกหน่วย และการร่วมงานที่ดี จึงมีความสำคัญมาก ในการที่จะดูแลผู้ป่วย อย่างครบวงจรให้ได้ผลดีถุงลมโป่งพอง.

Write a Reply or Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *